ห้ามบด ห้ามหัก ห้ามเคี้ยว ห้ามกิน

ยาเม็ด  (Tablets)  และแคปซูล (Capsules)  เป็นรูปแบบยาที่เราคุ้นเคยมากที่สุดในปัจจุบัน  ด้วยเหตุผลของความสะดวกสบายอย่างที่เคยเล่าให้ฟัง  ซึ่งง่ายต่อการใช้  ไม่ต้องพกภาชนะตวงยาไม่ว่าจะเป็นช้อนหรือถ้วยตวงก็ตาม

      โดยแต่ละครั้งที่เรารับประทานก็จะได้ขนาดยาที่ถูกต้องเท่าๆ  กัน  อีกทั้งเราจะไม่ได้รสขมจากยาในขณะมี่กลืนยา  และง่ายต่อการแยกจำแนกชนิดของยา  เราคงจำได้ว่าเม็ดสีแดงแก้อะไร  เม็ดมนๆ  ออกสามเหลี่ยมสีอ่อนๆ  มีตัวหนังสือตัว R เกาะอยู่ข้างหน้าแก้อะไร  แคปซูลสีชมพูขาวที่รับประทานอยู่แก้อะไร

ในกรณีของยาแคปซูลเราจะพบเห็นอยู่สองประเภทหลักๆ  คือแคปซูลแบบแข็ง (Soft  Capsules)  โดยทั่วไปเราจะเห็นแคปซูลแบบแข็งที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดคงจะเป็นยาปฏิชีวนะ  ซึ่งจะบรรจุผงยาอยู่ในปลอกแคปซูลนั้น  ส่วนแคปซูลแบบนิ่มหลายท่านอาจจะคุ้นเคยจากน้ำมันตับปลาหรือวิตามินอี

ส่วนยาเม็ดก็มีหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นยาเม็ดด้านๆ  มีบากอยู่ตรงกลางหรืออาจจะเป็นยาเม็ดดูมันๆ  สีสันสวยงามหรือเป็นเม็ดเคลือบน้ำตาลคล้าย  M&M  โดยทั่วไปแล้วยาเม็ดและแคปซูล  เวลาใช้ก็คือให้กลืนพร้อมน้ำทั้งเม็ดหรือทั้งแคปซูล

แต่มีบางท่านพยายามที่จะแกะแคปซูลออก  หักแบ่งเม็ด  หรือบดผสมกับอาหารหรือเครื่องดื่ม  ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเสียทีเดียว  ยาเหล่านี้จะสามารถหักแบ่งหรือบดได้เฉพาะชนิดหรือบางกรณีเท่านั้น  ซึ่งโดยทั่วไปการบดผสมกับสิ่งอื่นจะทำโดยเภสัชกร  สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการกลืนยาทั้งเม็ด  เนื่องจากยาแคปซูลหรือยาเม็ดบางชนิดถ้ามีการหักแบ่งหรือบดจะทำให้ยานั้นสูญเสียสภาพการออกฤทธิ์ที่ถูกต้อง  ส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงเพิ่มขึ้นหรือว่าอันตรายอย่างอื่น

ถ้าเป็นยาเม็ดทั่วไปต้องรับประทานร่วมกับน้ำสะอาดในปริมาณที่มากพอ  ให้มั่นใจว่ายาจะไม่ค้างอยู่ที่หลอดอาหารและทำให้เกิดการระคายเคืองหรือเกิดแผลที่หลอดอาหารได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประทานยาก่อนเวลาเข้านอนทันที  โดยที่ร่างกายมีท่าทางที่ไม่เอื้อต่อการไหลลงของยาสู่กระเพาะอาหาร  ยกตัวอย่างเช่น  ยาบางชนิดซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อหลอดอาหารและทางเดินอาหาร  เช่น  ยาชื่ออะเลนโดรเนต  (Alendronate)  ยารักษาโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ  แอสไพริน  หรือกลุ่มNsalds  เป็นต้น

คราวนี้เรามาคุยถึงเรื่องการหัก  บด  และแบ่งยา  ถ้าเป็นยาเม็ดหรือแคปซูลทั่วไปเราสามารถที่จะหัก  บด  หรือแกะแคปซูลออกได้  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราอาจจะได้รสหรือกลิ่นที่ไม่ดีจากตัวยานี้

ยาบางประเภทถูกทำให้อยู่ในรูปแบบของเม็ดเคลือบน้ำตาล  (Sugar  Coated  Tablets) ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาสำคัญถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นความชื้น  แสง  และอากาศ  อีกทั้งก็ยังช่วยกลบกลิ่นและรสที่ไม่ดีของตัวยาสำคัญ  และยังเพิ่มความมันวาวดูน่าใช้ยาในกลุ่มนี้มักมีลักษณะมน  ง่ายต่อการกลืน  และคงยากต่อการที่จะหักแบ่ง  หรือบดเนื่องจากค่อนข้างแข็ง

ปัจจุบันยาเม็ดเคลือบน้ำตาลนี้อาจจะได้รับความนิยมลดลงเนื่องจากกระบวนการผลิตค่อนข้างยุ่งยากขนาดเม็ดค่อนข้างใหญ่และเมื่อเก็บไว้อาจเยิ้มง่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยซึ่งมีความชื้นสูง

ชนิดต่อไปที่น่าจะพบเห็นบ่อยกว่ายาเม็ดเคลือบน้ำตาล  คือยาเคลือบฟิล์ม  (Film  Coated  Tablets)  ก็มีวัตถุประสงค์คลายกัน  คือ  ฟิล์มสามารถป้องกันอากาศ  ความชื้น  ซึ่งอาจจะทำให้ยาเสียหรือเสื่อมสภาพได้  นอกจากนั้นแผ่นฟิล์มที่เคลือบอยู่บนเม็ดสามารถเพิ่มคุณสมบัติพิเศษต่างๆ  เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้น

โดยปกติเมื่อรับประทานยาเม็ดเข้าไป  ยาจะแตกตัวหมดในคราวเดียวและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย  แต่ในกรณีของยาเคลือบฟิล์มบางประเภท  จะปลดปล่อยตัวยาสำคัญออกมาทีละน้อย  ทำให้ยาสามารถออกฤทธิ์ได้นานขึ้น  และทำให้เราไม่ต้องรับประทานยาหลายครั้งในหนึ่งวัน

ถ้าเกิดเราหักหรือบดยาชนิดนี้   แทนที่ยาจะถูกปลดปล่อยออกมาทีละน้อย  ยาทั้งหมดก็จะถูกปลดปล่อยออกมาครั้งละมากๆ  ทำให้เราได้รับยาเกินขนาด  อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือพิษจากยาได้  ยากลุ่มนี้จึงห้ามหัก  ห้ามแบ่ง  ห้ามบด  หรือห้ามเคียว  ต้องกลืนทั้งเม็ด  อย่างไรก็ตาม  มียาลักษณะเดียวกันที่ออกแบบเพื่อควบคุมการปลดปล่อยตัวยาสำคัญให้ได้ตลอดทั้งวัน  ซึ่งบางชนิดอาจจะหักได้  แต่ห้ามบด  เนื่องจากว่าขั้นตอนการผลิตได้มีการนำเอาตัวยามาปั้นเป็นเม็ดทรงกลมขนาดเล็กๆ  และแต่ละทรงกลมเล็กๆ  ก็จะถูกเคลือบด้วยฟิล์มชนิดพิเศษเพื่อควบคุมการปลดปล่อย  และทรงกลมเหล่านั้นก็จะถูกตอกออกมาเป็นยาหนึ่งเม็ด

ดังนั้นถ้าเราหักหรือแบ่งยาเม็ดใหญ่เหล่านี้  ก็ยังคงคุณสมบัติในการปลดปล่อยตัวยาสำคัญตามที่ออกแบบมา  แต่ถ้าบดยาชนิดนี้ฟิล์มที่เคลือบแต่ละเม็ดเล็กๆ  ก็จะแตกสลาย  ทำให้คุณสมบัติที่ควบคุมการปลดปล่อยนั้นหายไป

นั่นแสดงว่ายาหนึ่งเม็ดหลังจากรับประทานเข้าไป  ตัวยาสำคัญจะถูกปลดปล่อยมาในปริมาณน้อยๆ  เพื่อรักษาอาการหรือโรคได้ทั้งวัน  ทั้งนี้ทั้งนั้นคงจะเป็นการยากที่เราเองจะมาตัดสินใจว่ายาชนิดใด หักได้  แบ่งได้  บดได้  หรือยาชนิดใดหักได้  แบ่งได้  แต่บดไม่ได้หรือยาชนิดใดหักไม่ได้  แบ่งไม่ได้  บดก็ไม่ได้

ยาบางประเภทถูกออกแบบและสร้างเพื่อให้มีการปล่อยตัวยาสำคัญในสถานที่จำเพาะเจาะจงของร่างกาย  ยกตัวอย่างเช่น  ยาประเภทเอนเทอริกโคท (Enteric  Coated)  ซึ่งยากลุ่มนี้มีการเคลือบด้วยฟิล์มบางๆ  เพื่อป้องกันไม่ให้กรดและน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารทำลายยา  ทำให้ยาแตกตัวและละลายยา  ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า  ยาชนิดนี้เมื่อแตกตัวและถูกปลดปล่อยตัวยาในกระเพาะอาหาร  อาจทำให้กระเพาะอาหารระคายเคืองจากยาตัวนั้น  และเมื่อนานเข้าอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

หรืออีกในกรณีหนึ่ง  ตัวยาที่ถูกปลดปล่อยอาจจะถูกทำลายโดยกรดของกระเพาะอาหาร  ทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนที่จะถูกดูดซึมและไม่ให้ผลทางการรักษาดีเท่าที่ควร  แต่เมื่อยาผ่านเข้าไปในลำไส้  ซึ่งมีภาวะเป็นด่างเพิ่มขึ้น  ฟิล์มบางๆ  ก็เริ่มละลายออก  ตัวยาสำคัญก็ถูกปลดปล่อยพร้อมที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

ฉะนั้นยาที่เป็นเอนเทอริกโคท  ซึ่งมีวัถตุประสงค์ให้ยานั้นปล่อยตัวยาสำคัญในลำไส้  เวลาเรารับประทานเราห้ามหัก  แบ่ง  บด  หรือเคี้ยวยาชนิดนี้เด็ดขาด  มิฉะนั้นฟิล์มดังกล่าวที่คอยป้องกันตัวยาไว้ก็จะไม่มีประโยชน์ใดๆ  ทั้งสิ้น

สำหรับยาแคปซูลบางประเภท  โดยทั่วไปมีการบรรจุผงยาไว้ในเปลือกแคปซูล  แต่ยาบางประเภทถูกปั้นเป็นเม็ดทรงกลมเล็กๆ  และเคลือบด้วยฟิล์มก่อนมาบรรจุในเปลือกแคปซูลอีกที  ซึ่งในกรณีนี้คนที่กลืนยาลำบากอาจแกะเม็ดยาออกมาจากแคปซูลและผสมกับอาหารเหลว  หรือในต่างประเทศจะผสมกับแอปเปิลซอสหรือน้ำแดงเฮลซ์บลูบอยในช้อน  แต่ยาบางประเภทนี้ห้ามเคี้ยวหรือบด  เนื่องจากอาจจะทำให้ทรงกลมเล็กๆ  แตกออกได้

ในปัจจุบันมีการใช้เทคนิคพิเศษทำให้ยานั้นแตกตัวเร็วมาก  และกลายเป็นอนุภาคเล็กๆ  หรือกลายเป็นของเหลวทันทีเมื่อเรานำยามาใส่ไว้ในปากวางบนลิ้น  ยาจะกระจายตัวหรือละลายอย่างรวดเร็วภายใน 15-30 วินาที  ทำให้เราสามารถที่จะกลืนยาได้อย่างง่ายดาย  ซึ่งอาจจะเรียกชื่อยานี้ว่า FDT       (Fast Disintegrating  Tablets) หรือ RDT (Rapid Disintegrating  Tablets) หลายท่านอาจเห็นตัวอักษรย่อเหล่านี้บนแผงยาบางประเภท  ซึ่งการใช้ยาประเภทนี้จะสะดวกและง่ายกว่าการพกยาน้ำ  ซึ่งต้องมีภาชนะตวงยา

จะเห็นว่ายาหลายประเภทบดไม่ได้  หักไม่ได้ แต่บางชนิด เช่น ยาลดกรดบางประเภท  ยาขับลมไซเมทิดีน  (Cimetidine) ต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนเพื่อทำให้ยาออกฤทธิ์เร็วขึ้น (แปลกได้อีก)

ด้วยเทคโนโลยีทางเภสัชกรรมแห่งการผลิตยาขณะนี้  มีเทคนิคแพรวพราวเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการรักษาทั้งยังสะดวกและเกิดการยอมรับที่จะทำให้ผู้ป่วยใช้ยาไม่เกลียดการใช้ยา  แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะให้เรามานั่งพิจารณาว่ายาชนิดใดหักได้หรือไม่ได้  หรือหักได้แต่บดไม่ได้ หรือหักไม่ได้บดไม่ได้  คงจะเป็นการยาก  โดยทั่วไปฉลากยาได้ระบุไว้แล้ว  หรือไม่แน่ใจให้ปรึกษาเภสัชกร

      สุดท้ายยาบางชนิดอาจจะหักไม่ได้ บดไม่ได้ แบ่งไม่ได้ กินไม่ได้เลย  เพราะเป็นยาภายนอก!?!  จบ…

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)