วิธีเก็บยา ข้อแนะนำ

นอกจากเราใช้ยาให้ถูกวิธีแล้วนะครับ  เราควรต้องรู้จักวิธีเก็บยาเพราะบางครั้งเราได้รับยามาจากโรงพยาบาลเป็นจำนวนมากเราจึงควรจะต้องรู้วิธีเก็บยาเหล่านั้น

โดยทั่วไปเราทราบอยู่แล้วว่ายาจะต้องเก็บไว้ในที่ไม่ร้อน  ไม่ชื้น  ไม่มีแสง  ยาบางตัวอาจจะต้องเก็บในตู้เย็นเก็บในอุณหภูมิตามที่ระบุไว้เพื่อให้ความคงตัวของยานั้นดีขึ้น  เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ

ในข้อถัดไปนะครับเราก็ควรจะทราบว่าระหว่างที่เราใช้ยาชนิดนี้แล้ว  มีผลข้างเคียงอะไรบ้างที่จะเกิดจากการใช้ยา   เพื่อที่เราจะได้ระมัดระวัง  เช่น  ถ้ารับประทานแล้วง่วงเราจะได้รู้ว่า  อ่อ…  เราไม่ควรขับรถเมื่อเราใช้ยาตัวนี้  หรือว่า  เอ๊ะ!  ยาบางชนิดทำให้เราอุจจาระเป็นสีดำ  เราจะได้ไม่ตกใจว่าทำไมอยู่ๆ  เรามีอุจจาระสีดำ

ในกรณีของยารักษาวัณโรคบางชนิดจะทำให้สารคัดหลั่งเป็นสีแดงหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าจะทำให้ปัสสาวะของคุณมีสีแดง  น้ำตาอาจเป็นสีแดง  ฉี่ออกมาเป็นสีแดง  ถ้าใครไม่รู้ตกใจตายเลยครับ  ไม่รู้เป็นโรคอะไรขึ้นมา  เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน  ถ้าผู้ป่วยไม่ทราบเนี่ยผู้ป่วยอาจจะตกใจ  หรืออาจจะปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง

ถัดไปครับ  เราคงต้องทราบว่าเราต้องใช้ยานานแค่ไหน  เพราะยาบางประเภทเราสามารถหยุดใช้ยาทันทีเมื่อหายจากอาการ  แต่ยาบางตัวต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานตามที่แพทย์สั่งกำหนดหรือต้องใช้ยาตลอดชีวิต  แล้วระหว่างการใช้ยาเราจะต้องมีการปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างเมื่อต้องใช้ยา

ยาบางตัวอาจจะสั่งว่าให้ดื่มน้ำตามมากๆ  เพื่อป้องกันการตกตะกอนที่ทางเดินปัสสาวะและไต  เพราะยามันละลายน้ำไม่ดี เช่น ยาในกลุ่มซัลฟา เป็นต้น  หรือยาบางตัวอาจจะบอกว่ารับประทานร่วมกับอาหารมันๆเช่น  ข้าวขาหมู  ข้าวมันไก่  เพราะว่ายาบางตัวจะสามารถเพิ่มการดูดซึมได้จากอาหารประเภทไขมัน  หรือยาบางตัวอาจบอกว่าระหว่างที่รับประทานยาตัวนี้แล้วให้รับประทานผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง  เช่น  กล้วย  ส้ม  เพราะยาเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมต่ำได้

หรือยาบางตัวอาจต้องหลีกเลี่ยงการตากแดดขณะใช้ยาบางชนิด  เพราะในบางคนเมื่อใช้ยาบางชนิด  เช่น  ยาไซโปรฟล็อกซาซิน(Ciprofloxacin)  ยาฟูโรซีไมด์  (Furosemide)  หรือยาไอโซเตรติโนอิน(lsotretinoin)  อาจเกิดภาวะแพ้แสง  เป็นผื่นหรือผิวไหม้ได้

ยาบางชนิดมีข้อจำกัดของการใช้พอสมควร  เช่น  ต้องรับประทานยาพร้อมกับน้ำเปล่า 1 แก้วเต็มๆ  ก่อนอาหารหรือเครื่องดื่มหรือยาชนิดอื่นๆ  และหลังรับประทานต้องมีอิริยาบถที่มีลำตัวตั้งตรง  ห้ามเอนลงนอนซึ่งเราสามารถที่จะนั่ง  ยืน  หรือเดินได้เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาทีหลังจากรับประทานยา  และหลัง 30 นาทีท่านถึงสามารถที่จะรับประทาน  ดื่ม  หรือรับประทานยาใดๆได้เป็นปกติ  ทั้งนี้มีเหตุผลเนื่องจากว่ายาชนิดนี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่หลอดอาหารสูงดังนั้นต้องให้มั่นใจว่ายานี้ได้ลงไปที่กระเพราะอาหารจริงๆ

เพราะฉะนั้นผู้ป่วยที่ไม่สามารถยืนหรือนั่งตัวตรงได้อย่างน้อย  30 นาที  เช่นผู้ป่วยที่นอนอยู่ตลอดเวลาจึงไม่สามารถที่จะใช้ยาชนิดนี้ได้  ใครจะนึกว่ามีข้อปฏิบัติพิลึกคือหลังกินยาต้องทำตัวตรงเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง

เห็นไหมครับว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราควรจะต้องรู้ว่าเราต้องปฏิบัติตนอย่างไรในการใช้ยาแต่ละตัว

ข้อถัดไปครับ  เราต้องดูด้วยว่ายานั้นจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาอื่นๆ หรือเปล่า  หรือเรียกว่า “ยาตีกันหรือเปล่า” เพราะว่าหลายๆครั้งเวลาเราได้รับยามากกว่าสองชนิดขึ้นไปมันมีโอกาสที่จะเกิดภาวะเหล่านี้ได้  ทำให้ไปเพิ่มฤทธิ์หรือลดฤทธิ์การรักษา  หรือว่าอาจจะไปเพิ่มอาการข้างเคียงได้และอาจทำให้เกิดพิษในโรคบางโรค  เช่น  โรคกระเพาะอาหาร  โรคความดันโลหิตสูง  ดังนั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับการใช้ยาบางประเภท  เพราะฉะนั้นเราต้องดูด้วยว่ายานี้จะไม่ตีกับโรค

ซึ่งผมยังไม่ได้ขยายความไว้อีกในครั้งหน้า “ยาตีกัน” ซึ่งนอกจากเรื่องอาหารการกินและเครื่องดื่มแล้ว  พฤติกรรมการสูบบุหรี่หรือการดื่มแอลกอฮอล์ก็อาจจะมีผลตีกันกับยาที่เรารับประทานได้เช่นกันเพราะฉะนั้นเรื่องนี้คงจะต้องถามเภสัชกรหรือปรึกษาแพทย์ให้เรียบร้อยว่าเรารับประทานยาอะไรอยู่  หรือว่าถ้าจะไปซื้อยาอะไรเพิ่มเติมมาใช้เองก็ต้องปรึกษาเภสัชกรก่อนนะครับ

คราวนี้เมื่อเรามาใช้ยาแล้ว  มันก็ต้องรู้ครับว่าความผิดปกติที่เราเป็นอยู่เนี่ย  ปกติแล้วธรรมชาติของมันนานไหมกว่าจะหาย?  3 วัน 5 วัน หรืออาทิตย์หนึ่ง  อาการบางอย่างควรจะเริ่มดีขึ้นไหม?  เพราะว่าอาจจะมีในกรณีที่ถ้าอาการเหล่านี้ไม่ดีขึ้นหลังจากใช้ยาไปสักพัก

นั้นเป็นคำถามอีกคำถามที่เราต้องรู้ระหว่างการใช้ยาว่า  ถ้าเราได้รับยาไปแล้ว  ถ้าโรคไม่ได้ทุเลาลง เลยหรือมีความผิดปกติอื่นเพิ่มมากขึ้น  อาจจะเป็นเวลาที่เราต้องกลับไปพบแพทย์ครั้ง

หรือโรคบางอย่างที่ต้องใช้ยาตลอดชีวิต  ใช้ยากันเป็นเดือนเป็นปี  แต่ก็ต้องไปหาหมอทุก 3 เดือน 6 เดือน  แล้วแต่จะนัด  ซึ่งแพทย์อาจต้องติดตามว่าโรคที่เป็นอยู่นั้นสามารถควบคุมดูแลโดยยาที่ให้ไปได้ไหม  ถ้าไม่ได้อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนขนาดหรือชนิดของยาหรืออาจจะต้องไปตรวจการทำงานของตับ  การทำงานของไต  ว่าทำงานโอเคไหม  ได้รับผลกระทบจากการใช้ยาหรือมีอาการข้างเคียงบางอย่างเกิดขึ้นหรือไม่  ซึ่งคุณหมออาจจะต้องพิจารณาการให้ยาใหม่เพราะฉะนั้นการกลับไปพบแพทย์หลังจากที่ใช้ยาไปแล้วก็เป็นสิ่งที่ควรทำเหมือนกัน

ข้อสุดท้ายครับ  เป็นเรื่องใกล้ตัวมากเพราะว่าหลายท่านหรือคนในครอบครัว  อย่างเช่นญาติของผมเอง  คุณป้าหรือคุณน้าเป็นคนที่กลัวที่จะใช้ยา  กลัวว่ายาจะไปทำร้ายเขาหรือกลัวว่าจะได้รับอันตรายจากยาไปหาหมอเสียดิบดี  กลับมามียาแต่ก็ไม่ยอมใช้  เพราะกลัวว่ากินยาแล้วจะเป็นนู่นเป็นนี่  ซึ่งการเกิดความผิดปกติบางอย่างก็ต้องเข้าใจว่ามันมีความจำเป็นที่ต้องใช้ยา  แต่ก็มีความผิดปกติบางอย่างเหมือนกันที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใช้ยา  อาจจะดูแลบางอย่าง  หรือมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิต  การควบคุมอาหาร  การออกกำลังกาย  หรือการดูแลรักษาตัวด้วยวิธีต่างๆ  เพื่อจะไม่ต้องใช้ยาในเบื้องต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นผมอยากให้ปรึกษากับแพทย์ผู้รักษาไปเลยตรงๆ  ว่าเราไม่อยากใช้ยา  เป็นคนที่ไม่อยากใช้ยามากๆเลย  เผื่อแพทย์อาจจะแนะนำว่า  อ่ะ!  ในเคสนี้เบื้องต้นอาจจะยังไม่ต้องใช้นะ  ลองไปทำการปฏิบัติตัว  หนึ่ง  สอง  สาม  สี่  เช่น  ลองไปคุมอาหารดูก่อน  แล้วกลับมาคุยกันใหม่ว่าโอเคไหม?  แต่ถ้าอาการไม่โอเค  คุณหมออาจมีความจำเป็นที่จะต้องให้ยาช่วยในการรักษา

เพราะฉะนั้นผมอยากให้พูดคุยกับแพทย์ผู้รักษาโดยตรง  ถ้าไม่คิดจะใช้ยา  เพราะไม่เช่นนั้นแพทย์อาจจะเข้าใจว่า  เอ๊!  ทำไมโรคไม่ดีขึ้นสักที  บางทีให้ยาไป  มีการปรับขนาด  เปลี่ยนยากันวุ่นวาย  โดยที่ไม่ทราบว่าผู้ป่วยไม่เคยใช้ยาเลยก็มีนะครับ

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการใช้ยาเป็นเรื่องดูเหมือนยากนะครับต้องทำอะไรวุ่นวายไปหมดเลย  แต่จริงๆ  แล้วไม่ยากครับมันเป็นสิ่งที่เราควรพยายามทำเพื่อความปลอดภัย  และให้เราได้รับประสิทธิภาพจากการใช้ยาได้มากที่สุด

เป็นคำถามง่ายๆ  นะครับ  ลองนึกดูก็ได้ว่าถ้าหากเราใช้ยาสักหนึ่งตัวแล้ว  เราสามารถที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือไม่  ถ้า  “ไม่”  ลองกลับไปปรึกษาเภสัชกรดูก่อนนะครับเผื่อเขาจะได้อธิบายในประเด็นต่างๆให้เราเข้าใจ  เราจะได้สามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยครับ

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)