ยาแก้อักเสบ

เวลาพูดถึงยาแก้อักเสบ  เรามักจะนึกถึงยาที่มีลักษณะเป็นแคปซูลสีต่างๆ  เช่นสีดำแดง  สีเขียวฟ้า  หรือสีขาวชมพู  แล้วแต่ว่าจะเคยใช้ยาอะไรมาก่อน  ซึ่งจริงๆ  แล้วผมมั่นใจว่าที่พวกเราคิดว่าเป็นยาแก้อักเสบ  จริงๆ  แล้วมันไม่ใช่ยาแก้อักเสบ  แต่เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเสียส่วนใหญ่หรือที่เรียกว่าเป็น  “ยาปฏิชีวนะ”  หรือ  “ยาต้านจุลชีพ”  ซึ่งส่วนใหญ่เราจะเรียกกันติดปากว่าเป็น  “ยาแก้อักเสบ 

อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังไว้ก่อนหน้านี้  ว่าอาการอักเสบเป็นอาการที่ประกอบไปด้วยอาการปวด  บวม  แดง  และร้อน  เป็นอาการที่เกิดจากปฏิกิริยาชีวเคมีของร่างกายเพื่อตอบสนองต่อสิ่งผิดปกติบางอย่าง  ถ้าเกิดการอักเสบแบบนี้  ไม่ว่าจะกรณีเอาเข่าไปฟาดกับพื้นมาหรือว่ามีการอักเสบที่เหงือกและฟัน  ซึ่งอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ก็ตาม

โดยทั่วไปแล้วการรักษาเราจะใช้ยาแก้อักเสบจริงๆ  ซึ่งพวกนี้จะไปลดหรือไปยับยั้งปฏิกิริยาชีวเคมีที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดดังกล่าวแต่ในกรณีของยาฆ่าเชื้อ  ยาต้านจุลชีพ  หรือยาปฏิชีวนะแล้วแต่จะเรียก  ซึ่งยาในกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้านจุลชีพ  เพื่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ  ที่ทำให้เราเจ็บป่วย  โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นแบคทีเรีย  หรือว่าบางทียาก็จะมีความสามารถไปฆ่ามันเลย

การที่เราเรียกยาแก้อักเสบกับยาปฏิชีวนะสลับไปมาบางทีก็ทำให้เกิดการใช้ยาผิดพลาดขึ้นได้  คราวนี้ลองมาดูเจ้ายาที่เรียกว่า  “ยาต้านจุลชีพ”  ฟังดูเรียกยากๆ  เช่นนี้  มันทำงานอย่างไรถึงไปต้านจุลชีพได้  เป็นดังนี้ครับ  หลายๆ  ครั้งยาจะถูกออกแบบมาเพื่อไปทำลายอวัยวะที่สำคัญของแบคทีเรียหรือเชื่อโรคต่างๆ  เช่น  ไปทำลายที่ผนังเซลล์  ของเชื้อโรคซึ่งเป็นกำแพงสำคัญในการป้องกันเซลล์ให้มีชีวิตอยู่  ทำให้เกิดเป็นรูปร่างของเซลล์ขึ้นมา  ถ้าหากเราไปทำลายกระบวนการสร้างกำแพงนี้ก็จะทำให้เชื้อแบคทีเรียไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

แบคทีเรียก็เหมือนคนเราครับ  จะต้องมีการสังเคราะห์สิ่งต่างๆ  มีการสร้างอวัยวะภายในเซลล์ของแบคทีเรียเอง  มีการสังเคราะห์โปรตีน  มีการแบ่งตัว  ซึ่งยาจะไปออกฤทธิ์ยับยั้งขบวนการเหล่านี้ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี  หยุดการเจริญเติบโตหรือเสียชีวิตในที่สุด  ก็เป็นความหลากหลายในการออกแบบยาเพื่อที่จะมาทำลาย สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ  เหล่านี้

คราวนี้ถ้าถามว่ายาต้านจุลชีพที่เราเจอกันส่วนใหญ่นั้นฆ่าเชื้ออะไร  เรามักจะเจอเป็นยาต้านเชื้อแบคทีเรีย  ส่วนยาต้านจุลชีพหรือยาปฏิชีวนะอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นยาที่ไปทำลายหรือยับยั้งเชื้อราปรสิตหรือโปรโตชัว  เราอาจจะไม่ได้เจอบ่อยในชีวิตประจำวันของเราเท่ากับยาต้านเชื้อแบคทีเรีย

คราวนี้ลองมาดูว่าอะไรคือปัญหาของการใช้ยาต้านจุลชีพ  ยาปฏิชีวนะ  หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  ปัญหาแรกเลยคือปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจของผู้ป่วย   ดังที่กล่าวไปแล้วว่ายาในกลุ่มนี้มีจุดประสงค์คือทำลายเจ้าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรค  เพราะฉะนั้นถ้าเราทำลายไม่หมดยังคงเหลือเจ้าเชื้อโรคเพียงน้อยนิด  มันอาจจะเกิดการสร้างประชากรเชื้อโรคใหม่ขึ้นมาทำให้เราเกิดการเจ็บป่วยซ้ำอีกได้  หรือ  อาจจะทำให้เกิดการดื้อยา  การรับประทานยาในกลุ่มนี้จึงต้องทำตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งคัด

โดยทั่วไปแล้ว  การรับประทานยากลุ่มนี้ต้องรับประทานเป็นเวลา 3 วัน 5 วัน 7 วัน  หรือเป็นเดือนแล้วแต่อาการของโรค  แล้วแต่การติดเชื้อ  แล้วแต่ประเภทของยา  ยาบางชนิดรับประทานติดต่อกันเพียง 3 วัน ซึ่งยาถูกออกแบบมาแล้วว่าเมื่อรับประทาน 3 วัน  ก็เพียงพอที่จะกำจัดเชื้อโรคได้ราบคาบ

แต่ยาบางชนิดต้องกินเป็นเดือนเป็นปี  ยกตัวอย่างเช่น  การกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดวัณโรค  ยาในกลุ่มนี้รับประทานกันเป็น 6 เดือน 9 เดือน หรือบางทีเป็นปี  เพราะด้วยความยากของการฆ่าเชื้อโรคพวกนี้จึงทำให้เราต้องใช้ยาเป็นเวลานาน  ขอยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวมากกว่านี้อย่างเช่น  เมื่อเราเป็นหวัดและมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งบางครั้งมีความจำเป็นต้องใช้ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย  บางทีรับประทานยาไป 3 วันก็รู้สึกว่าดีขึ้นแล้ว  แต่คุณหมอให้ยามาตั้ง 7 วัน  การที่ให้คนไข้รับประทานยาต่อให้ครบ 7 วัน เนี่ยไม่ใช่เรื่องง่ายจะเห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งรับประทานยาแล้วก็เหลือยาอยู่วันสองวัน  ซึ่งจริงๆ  แล้วเป็นสิ่งที่ผิดของการใช้ยาในกลุ่มนี้  เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะดื้อยาได้ว่าแต่ว่าดื้อยามันเกิดขึ้นได้อย่างไร?  ขอต่อวันพรุ้งนี้แล้วกันครับ

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

Incoming search terms:

  • ยาฆ่าเชื้อเม็ดฟ้าขาว