ยาตีกัน ภาค 2

คราวนี้เดียวเราลองมายกตัวอย่างปัญหาที่คุ้นหู  ยากลุ่มแรกเลยคือยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ชื่อว่า  เตตราไซคลินและกลุ่มควิโนโลน  เช่น นอร์ฟล็อกซาซิน  (norflxacin)  ไซโปรฟล็อกซาซิน  (ciprofloxcin)  ลีโวฟล็อกซาซิน  (levofloxacin)  ยากลุ่มนี้มีโอกาสที่จะไปจับกับแร่ธาตุโลหะซึ่งมีผลทำให้การรักษาลดลงโดยไปมีผลต่อการดูดซึม  เพราะฉนั้นไม่ว่าโลหะที่มาจากยา  ได้แก่  ยาลดกรดที่มีโลหะเป็นองค์ประกอบ

หรือว่าจะเป็นแคลเซียมเสริมที่เรารับประทานเป็นเม็ด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุเพื่อเสริมสร้างในเรื่องของกระดูก  รวมทั้งอาหารบางอย่างที่มีแคลเซียมสูงซึ่งกรณีนี้ก็จะเข้าข่ายเรื่องของอาหารตีกับยา เช่น  แคลเซียมในนม  (เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องขออธิบายซ้ำๆ  ให้ยืดยาวเพื่อความเข้าใจว่าสาเหตุมาจากอะไร)  สาเหตุมาจากที่ว่าเจ้าแคลเซียมในนมที่เราต้องการและเป็นประโยชน์นี่แหละที่ไปทำปฏิกิริยากับยาบางชนิดทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ได้บางคนถามว่านมถั่วเหลืองได้ไหม?  ก็ขอตอบว่าอะไรก็ตามนะครับที่มีแร่ธาตุแคลเซียมอยู่  ก็จะมีโอกาสจับยาเหล่านั้นได้ทั้งสิ้น

จริงๆ  ไม่ใช่แค่นม  ถ้าเรารับประทานไอศรีมรสร็อคกี้โรดหรือรัมลูกเกดจาก swensen’s  ก็มีปัญหาเช่นกัน  ฉะนั้นถ้าจะกินไอศรีมรสรัมลูกเกดยังไงก็ให้ห่างจากยา 2-3 ชั่วโมงนะครับ  เพราะหากยาไปจับตัวกับพวกโลหะเหล่านี้หรือแคลเซียมก็ไม่สามารถทำให้ยาดูดซึมได้  ยาจึงออกฤทธิ์ไม่ได้  ร่างกายเราก็ไม่หายจากความผิดปกติหรือโรคดังกล่าว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีโรคติดเชื้อซึ่งเราต้องกำจัดแบคทีเรียตัวก่อโรค  ปรากฏว่ายาก็ไม่สามารถทำงานได้  เชื้อก็เจริญเติบโตงอกงาม  เราก็ยังคงไม่สบายเผลอๆ เชื้อดื้อยาอีก

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ  ยาในกลุ่มแมคโครไลด์  (macrolide)  เช่น อีริโธมัยซิน  (erythromycin)  แคลริโธมัยซิน  (clarithromycin)  ยาพวกนี้ถ้ารับประทานร่วมกับยาบางชนิด  เช่น  ยาที่รักษาโรคหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ  หรือยาอะมิโอดาโรน  (amiodarone)  จะมีผลต่อระบบหัวใจได้หรือยาความดันบางประเภท  เช่น  ยาที่มีชื่อว่า  ยาโพรโนลอล (propranolol)  ซึ่งเป็นยาความดันที่ใช้กันเยอะในอดีต  ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีใช้อยู่บ้าง

บางคนเป็นโรคความดันและเป็นเบาหวานร่วมด้วย  การรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดบางประเภทอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้และเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลต่ำคนที่เป็นเบาหวานก็จะทราบว่า  อ้าว!  ถึงเวลาที่ต้องรับประทานอะไรเพิ่มแล้วรับประทานอาหาร  ลูกอม  หรือขนมเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ  เขาจะรู้สึกเหมือนเวลาหิวนะครับจะมีอาการใจสั่น  แต่เมื่อรับประทานยาโพรพราโนลอลก็อาจไปบดบังอาการใจสั่นซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าร่างกายเราต้องการน้ำตาลอาจจะเป็นอันตรายได้

หรือว่ากรณีที่ผมจะเล่าต่อไปในเรื่องของ  NSAIDs  ยา  NSAIDs  นี่เป็นยาต้านอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  ซึ่งการใช้ยาในกลุ่ม  NSAIDs  มากกว่าหนึ่งชนิดรวมกันไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อรักษา  กลับมีโอกาสเสี่ยงต่ออาการไม่พึ่งประสงค์ หรือผลข้างเคียงต่อทางเดินอาหารเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ใช้ยาสองชนิดในกลุ่มนี้ร่วมกัน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือในกรณีที่เราได้ยาซ้ำซ้อนโดยที่เราไม่รู้ตัวผมยกตัวอย่างง่ายๆ  เวลาเรารับประทานยาสูตรแก้ไข้หวัดที่เป็นยาสูตรผสม  ในยานั้นมักจะมียารักษา  3  อาการ  มียาพาราเซตามอลบรรเทาอาการปวดศีรษะและลดไข้  ยาชนิดที่สองคือยาลดน้ำมูกหรือยาแพ้  ชนิดที่สามคือยาบรรเทาอาการคัดจมูก  จะเห็นว่ายาสามชนิดที่ประกอบกันเพื่อรักษาอาการความผิดปกติสามอย่าง

ในขณะเดียวกันถ้าเราไม่ทราบ  ไม่อ่านชื่อสามัญทางยาว่ายาหนึ่งเม็ดนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง  เราอาจจะใช้ยาอื่นเพิ่มไป  เช่น  เราใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อที่รักษาอาการลดไข้เพิ่มเข้าไปแต่จริงๆ  แล้วในเม็ดมันมีพาราเซตามอลอยู่แล้ว  ก็อาจจะทำให้เกิดพิษจากพาราเซตามอลที่เกินได้

หรือในกรณีที่เราปวดขาปวดแข้งบวกกับเป็นหวัด  ก็ใช้ยาแก้ไข้หวัดสูตรผสมที่มียาสามตัวร่วมกับยาบางตัวที่เป็นสูตรผสมที่มีออร์เฟนาดรีนซิเตรตกับพาราเซตามอลอยู่ในเม็ดเดียวกันเพื่อหวังว่าจะหายปวดขาและปวดเมื่อย  พอกินยาทั้งสองชนิดนี้ด้วยกันปรากฏว่าเราได้รับยาพาราเซตามอลจากสองแหล่ง

อีกกรณีที่เราไปหาคุณหมอสองคน  คุณหมอทั้งสองอาจจะให้ยามาเหมือนกันเลย  ตัวยาเดียวกัน  เพียงแต่ภายใต้ชื่อการค้าของยาคนละชื่อ  ทำให้เราใช้ยาซ้ำไม่รู้ตัวและทำให้เกิดพิษมากขึ้น  อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังเช่นกัน

คราวนี้ผมลองยกตัวอย่างประเภทอาหารเสริมหรือวิตามินบ้าง  จะได้เข้าใจว่า  เอ๊ะ!  ทำไมถึงเป็นอันตราย?  สำหรับบุคคลที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดที่ต้องรับประทานยาตัวอย่างเช่น  ยาวาร์ฟาริน (warfarin)  เป็นยาที่เพิ่มฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด  หากเราไปรับประทานวิตามินอีเป็นเวลานานก็อาจทำให้เป็นอันตรายได้  ถ้าแพทย์ไม่ทราบและไม่มีการปรับขนาดยาให้เหมาะสม

หรือในกรณีที่เรารับประทานโพแทสเซียมเสริมร่วมกับยาขับปัสสาวะบางกลุ่มที่เขาเรียกว่า potassium sparing diuretics (ขออนุญาตใช้เป็นภาษาอังกฤษ)  เช่น  ตัวยาสไปโนโรแลคโตน  (spironolactone)  ซึ่งถ้าใช้ทั้งสองอย่างนี้ร่วมกันก็จะทำให้มีผลต่อระบบกล้ามเนื้อและหัวใจโดยอาจจะเป็นอันตรายได้

คราวนี้เรามาดูกันว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรได้บ้าง  จริงๆ แล้วถ้าไปอ่านในบทของพาราเซตามอลเนี่ย  เรื่องนี้ได้พูดไว้ระดับหนึ่ง  ตัวอย่างหนึ่งที่อยากยกตัวอย่างให้เห็นกันนอกจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะมีผลทำให้เป็นพิษต่อตับเพิ่มขึ้นแล้ว  ในกรณีที่เราดื่มแอลกอฮอล์กับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง  จะทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น  รับประทานยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วงร่วมกับแอลกอฮอล์ก็อาจจะเป็นอันตรายได้

ส่วนการสูบบุหรี่  แน่นอนเลยว่าการสูบบุหรี่มีผลต่อการรักษาด้วยยา  เนื่องจากบุหรี่มีผลต่อการทำงานของตับที่มีหน้าที่เปลี่ยนแปลงและขจัดยา  เพราะฉะนั้นเมื่อเราสูบบุหรี่เป็นเวลานานและเป็นประจำยกตัวอย่างเช่น  ถ้าเรารับประทานยาตัวหนึ่ง  เช่น  ยาทีโอฟีลลีน (theophylline)  บุหรี่จะมีผลเพิ่มเมตาบอลิซึมและเพิ่มการขจัดออกของยาทีโอฟีลลีน  เพราะฉะนั้นบางครั้งอาจต้องมีการปรับขนาดของยาทีโอฟีลลีนให้มีการเพิ่มขึ้นหน่อยหนึ่ง  หรือแล้วแต่แพทย์ผู้รักษา

แต่พอวันหนึ่งเกิดเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสูบบุหรี่  เช่น  ลดหรือหยุดสูบบุหรี่  ก็อาจจะทำให้ปริมาณทีโอฟีลลีนในร่าวกายผิดปกติปจากเดิม

ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้  ทั้งการเริ่มสูบบุหรี่หรือว่าพฤติกรรมการสูบบุหรี่ที่มีผลต่อระดับยาในกระแสเลือดแล้ว  การเปลี่ยนแปลงการสูบบุหรี่หรือหยุดสูบบุหรี่อย่างกะทันหันโดยที่ไม่ปรึกษาแพทย์  ก็อาจจะมีผลต่อยาบางตัวได้เช่นกัน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากจะเตือนคือ  การรับประทานยาคุมกำเนิดร่วมการสูบบุหรี่  เป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้มากทีเดียว  เพราะฉะนั้นจะต้องเตือนคุณผู้หญิงนะครับ  จริงๆ  แล้งต้องคิดให้ลึกไปกว่านั้น  คือเราอาจจะไม่ได้เป็นคนสูบบุหรี่เอง  แต่เราใช้ชีวิตร่วมกับคนที่สูบบุหรี่ที่ถือว่าเป็น  “นักสูบบุหรี่มือสอง”  (Second-hand Smoker)  สามีสูบ  ภรรยาไม่เคยสูบ  แต่ก็ถือว่าภรรยานั้นสูบบุหรี่ด้วยอย่างนี้ก็จะมีผลต่อการใช้ยาเช่นกัน

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)