น้ำมันปลา ช่วยแก้อาการขี้หลงขี้ลืมจริงหรือ

น้ำมันปลา ช่วยแก้อาการขี้หลงขี้ลืมจริงหรือ

Cod-liver-oil-2

น้ำมันปลาทะเลลึกสามารถกระตุ้นเซลล์สมอง ทำให้ความสามารถในด้านความจำ ในช่วงวัยทองที่เสื่อมถอยปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ สรรพคุณบำรุงสุขภ่พอย่างลดความดันโลหิตก็ไม่ได้เห็นผลค่อนข้างเด่นชัด

หลักการและสรรพคุณ

      “กินปลามากๆ จะทำให้เฉลียวฉลาด” คำพูดประโยคนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ระยะหลัง บรรดาผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้พวกเรากินอาหารประเภทปลาทะเลให้มากๆ โดยหลักการแล้วเป็นเพราะน้ำมันที่แทรกซึมในเนื้อปลา หัวปลา หนังปลา และหาง มีกรดไขมันโอเมกา 3 (omega 3) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ EPA และ DHA กรดไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อนทั้งสองนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของการสร้างเซลล์สมอง และยังกระต้นเซลล์สมอง ทำให้ความสามารถจำในวัยทองที่เริ่มเสื่อม หรืออาการอัลไซเมอร์ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณในการลดความดันโลหิตค่อนข้างเด่นชัด

น้ำมันปลามีลักษณะกึ่งน้ำมันพืชและกึ่งไขมันสัตว์ โดยมีลักษณะเป็นไขมันข้น เราพบนำมันปลาอย่างมากในทะเล เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริง ปลาแมกเคอเรล ปลาเวมอล และทูน่า มีไขมันกลุ่มโอเมกา 3 สูงถึง 1-4 กรัมต่อเนื้อปลา 100 กรัม สำหรับปลาทะเลไทย กลุ่มโอเมกา 3 ปริมาณสูงจะมีในปลาทู (2-3  กรัมต่อเนื้อปลา 100 กรัม) ปลากะพง ปลาตาเดียว ( 0.5-2 กรัม ต่อเนื้อปลา 100 กรัม)

ก่อนนี้ผู้สูงอายุจะเกิดภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่นๆ โดยไม่รู้สาเหตุแน่ชัด มีการทดลองโดยการใช้ DHA แก่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในโรงพยาบาลคิชิไคกัน ประเทศญี่ปุ่น เช่น ความสามารถในการคำนวณ ในการตัดสินใจ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ DHA เป็นเวลา 6 เดือน จะมีขอบข่ายอาการที่ดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ได้รับ DHA อย่างเห็นได้ชัด การทดลองนี้น่าจะตอบได้ว่า น้ำมันปลาช่วยแก้อาการขี้หลงขี้ลืมได้

เคล็ดลับการเลือก

      น้ำมันปลาสกัดจากปลาทะเลน้ำลึก มีปริมาณโอเมกา 3 ยิ่งมากแสดงว่าระดับความเข้มข้นยิ่งบริสุทธิ์

ปริมารบริโภคที่แนะนำ

      ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก กินปริมาณน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อวันเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กินเกิน 50 มิลลิกรัมต่อวันเป็นผลิตภัณฑ์ทางยา ดังนั้น ถ้าต้องการกินมากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อวัน ก็ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรืเภสัชกร หรือนักโภชนากรเพื่อความปลอดภัย

ต้องระวัง

  1.  น้ำมันปลาเปลี่ยนคุณสมบัติได้ง่าย ให้เก็บไว้ในที่ที่ไม่ถูกแสงและมีลมถ่ายเท
  2. เมื่อใช้แล้วอาจเกิดอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุดในผู้ที่การแข็งตัวของเลือดไม่ดี หรือโรคโลหิตออกไม่หยุดเป็นเวลานาน (ฮีโมฟีเลีย hemo philia) จึงไม่ควรกิน เพื่อหลีกเลี่ยงการลดประสิทธิภาพการแข็งตัวของเลือด
  3. อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้
  4. อาจทำให้เกิดภาวการณ์ขาดวิตามินอีได้
  5. อาจเกิดความเป็นพิษจากการกินวิตามินเอหรือวิตามินดี มากเกินไป
  6. น้ำหนักเพิ่มขึ้น อ้วนขึ้น
  7. ทำให้ระดับของพลาสมาลดลง เป็นการเพิ่มน้ำตาลในเลือด
  8. อาจมีส่รพิษหรือว่าโลหะตกค้าง

วิธีกิน

      กินหลังอาหาร

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

Comments are closed.