ข้อดีของการศึกษามีอะไรบ้าง? มาดูกัน

ข้อดีของ การศึกษา หาความรู้เพิ่มเติม

ทำให้ทราบข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ราสามารปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เช่น ช่วงที่มีการระบาดของไข่หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เราก็ควรจะศึกษาวิธีป้องกันตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงจากโรคดังกล่าว หรือ กรณีการเกิดน้ำท่วม เราก็ควรจะศึกษาถึงวิธีที่จะเตรียมรับมือกับน้ำท่วม เพื่อปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ หากไม่ทำอะไรเลยก็อาจจะเกิดการเจ็บป่วยหรือเกิดภาวะเครียดขึ้นกับตนเอง

–                  เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเอง คนรอบข้างและ สังคม

–                  เป็นการเปิดใจให้กว้างขึ้น เพราะบางครั้งการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมความรู้ที่เกิดขึ้นอาจขัดแย้งความคิดเดิมของเรา หากเรายอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างก็จะทำให้เราพัฒนาตนเองได้มากขึ้น

–                  ช่วยกระตุ่นสมองให้เกิดกระบวนการคิด การจดจำ

ฝึกสติทุกวัน…ทำได้อย่างไร

สติตามความหมายในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (2527) ได้ให้ความว่า สติ หมายถึง ความระลึกได้ นึกได้ ความไม่เผลอ การควบคุมใจให้อยู่กับกิจหรือสิ่งที่เกี่ยวข้อง สามารถจดจำสิ่งที่ทำหรือคำพูดได้แม้จะผ่านมานานแล้ว

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปฝึกเจริญสติที่วัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ในระหว่างฝึกได้ฟังธรรมมะที่หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณท่านพูดถึงสติที่อยู่ในตัวเรา รวมถึงงานเขียนของหลวงพ่อในหนังสือ “ สนุกป่วย “ ก็ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า สติ คือ ความระลึกได้ เป็นการรักษากาย วาจา ใจ ของเราก่อนพูด ก่อนทำ ก่อนคิด ให้มีสติขณะพูด ขณะที่ทำ ขณะที่คิดเรียกได้ว่าสติเป็นเจ้าของกายและจิตใจ ถ้าเราไม่มีสติก็จะทำให้ทั้งตัวเองและผู้อื่นเป็นทุกข์ หรือเกิดความเดือดร้อน ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

เราควรมีสติมองการเคลื่อนไหวมองใจนึกคิด อยู่กับสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน เคยรู้สึกไหมเวลาขับรถ ถ้าเราคุยโทรศัพท์ไปด้วยหรือสำนึกเรื่องอื่น มีอาการเหม่อลอย สติไม่ได้อยู่กับการขับรถ ก็มักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนเป็นประจำ นำมาซึ่งความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน ท้ายที่สุดก็จะเกิดความทุกข์ คนที่ทุกข์เพราะขาดสติจึงมีอยู่ถมไป

สติเราอยู่ที่ไหน

การที่จะควบคุมตัวเองให้มีสติ ก่อนอื่นเราควรรู้ว่าในแต่ละเวลาสติของเราไปอยู่ที่ไหนเพื่อที่เราจะได้ดึงสติกลับมาอยู่สิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน สติของเรามักจะหลระเริงไปกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา  (ยกเว้นเวลาที่เราหมดสติหรือนอนหลับสนิท)

บางครั้งสติก็อยู่ที่ตา บางครั้งสติก็อยู่ที่ใจ ไม่แน่นอน หากใครที่ยังไม่เคยฝึกสติจะเริ่มรู้สึกแล้วไหมคะว่าสติของเราหาตัวจับยากจริงๆ เช่น เวลาที่เราตั้งใจอ่านหนังสือ สายตามองตามหนังสือ ก็อาจจะไม่ได้ยินเสียงคนข้างๆ เรียกหาหรือบางคนสติอยู่กับการฟังเพื่อนคุยกันทางโทรศัพท์จนไม่ได้ใช้สติดูถนนระหว่างขับรถ หรือบางคนอาจได้ยินเสียงตอนกลางคืน สติอาจไปอยู่กับใจที่กำลังสร้างมโนภาพต้นเหตุของเสียงออกมาต่างๆ นานา โดยที่ไม่ได้มองว่าเสียงนั้นอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตามหากเราขาดสติในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ก็จะทำให้งานที่ทำขาดประสิทธิภาพหรือขาดความระมัดระวัง ส่งผลเสียต่อสุขภาพรวมทั้งทรัพย์สินเงินทองได้

การฝึกสติ

–                จงตั้งใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่ เช่น หากกำลังคับรถก็ควรมีสติที่การขับรถ ตาตั้งใจมองถนนด้านหน้า มือจับมั่นอยู่กับพวงมาลัยพร้อมจะเลี้ยวหรือตรงตามคำสั่ง ขาพร้อมเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่คุยโทรศัพท์ขณะขับรถเพื่อไม่ให้จิตวอกแวก ถ้าหากง่วงนอนก็ยิ่งแสดงว่าสติกำลังจะเตลิดไปแล้วรีบเรียกสติกลับคืนมา อาจจะโดยการหาอะไรเปรี้ยวๆ มาทาน ดื่มน้ำเย็นๆ ล้างหน้า เพื่อให้ร่างกายสดชื่นและมีสติอยู่ตลอดเวลา

–                ใช้สติในทุกการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น แปรงฟันก็ให้รู้ตัวว่ากำลังแปรงฟัน กินข้าวก็ให้รู้ตัวว่ากำลังกินข้าว กำลังเคี้ยวข้าว จะเปลี่ยนอิริยาบถไปเป็นการเดิน นั่ง หรือยืนก็ให้มีสติกับการเคลื่อนไหว เป็นต้น

–                  ถ้ายังควบคุมสติไม่ได้อาจเริ่มจากการฝึกอย่างหยาบๆ ซึ่งข้าพเจ้าเคยฝึกมาแล้วและยอมรับว่าได้ผลดี เรียกว่า การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ  เป็นการเอาสติไปกับการเคลื่อนไหว 15 จังหวะ ยกมือก็ให้รู้สึกตัวว่ายก พลิกมือก็ให้รู้สึกตัวว่าพลิกมือ ทำให้จนสติอยู่กับการเคลื่อนไหวของมือ ไม่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่นและใจก็จะว่างเปล่า มีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

1.วางฝ่ามือทั้งสองไว้บนเข่าทั้งสอง (รู้สึกตัว)

2.พลิกมือขวาตะแคงขึ้น (ทำซ้ำๆ และรู้สึกตัวหรือมีสติรู้ว่ากำลังพลิกมือขวา)

3 .ยกมือขวาขึ้น รู้สึกตัว แล้วหยุด

4 .เลื่อนมือขวามาไว้ที่สะดือ รู้สึกตัว แล้วหยุด

5 .พลิกมือซ้ายตะแคงขึ้น รู้สึกตัว แล้วหยุด

6 .ยกมือซ้ายขึ้น รู้สึกตัว แล้วหยุด

7 .เลื่อนมือซ้ายมาทับมือขวา รู้สึกตัว แล้วหยุด

8 .เคลื่อนมือขวาขึ้นมาที่หน้าอก รู้สึกตัว แล้วหยุด

9 .เคลื่อนมือขวาออกมา รู้สึกตัว แล้วหยุด

10 .เคลื่อนมือขวาลงมาไว้ที่หัวเข่า (ตะแคงไว้) รู้สึกตัว แล้วหยุด

11 .คว่ำมือขวาลง รู้สึกตัว แล้วหยุด

12 .เคลื่อนมือซ้ายขึ้นมาที่อก รู้ตัว แล้วหยุด

13 .เคลื่อนมือซ้ายออก รู้สึกตัว แล้วหยุด

14 .เคลื่อนมือซ้ายลงมาไว้ที่หัวเข่า (ตะแคงไว้) รู้สึกตัว แล้วหยุด

15 .คว่ำมือซ้ายลง รู้สึกตัว แล้วหยุด

–                ถ้าเกิดว่าฝึกสติแล้วคิดฟุ้งซ่านหรือใจลอย  ก็ควรรีบดึงสติกลับมายังกิจกรรมที่ทำ ณ ปัจจุบัน

–                เวลาฝึกไม่ควรเพ่งอยู่กับสิ่งที่ทำมากเกินไป พระพุทธเจ้าแนะนำให้เราเดินทางสายกลาง ตึงไปหรือหย่อนเกินไปก็ไม่ดี ควรทำจิตใจให้ผ่อนคลาย อาจเริ่มฝึกปฏิบัติวันละ 1 ชั่วโมงแล้วค่อยๆ เพิ่มตามความสะดวก

–                หากเราสามารถควบคุมสติอยู่กับการเคลื่อนไหวได้แล้วต่อไปก็สามารถฝึกสติให้อยู่กับสิ่งที่ละเอียดอ่อนขึ้นได้ เช่น การมีสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งสามารถทำได้ตลอดเวลา

–                การฝึกติในตอนเริ่มต้น อาจทำได้ลำบาก หากแต่มีความเพียรพยายามก็จะสามารถฝึกเจริญสติได้สำเร็จ และผู้ที่ทำได้ย่อมปราศจากทุกข์และพบความสงบสุขที่แท้จริง

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

Comments are closed.