กินอย่างไรไม่ไห้อ้วน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บำบัดอาหารด้วยธรรมชาติ

วัยทองเป็นช่วงที่ร่างกายและทางจิตใจเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องได้รับอาหารที่ที่ถูกต้องมาบำรุงร่างกายของคุณ ดังนั้น อย่าลืมใส่ใจการกินในแบบ “รักตัวเอง” ให้มากขึ้น! ตามหลัก “ โภชนาบำบัด”

กินอย่างไรไม่ไห้อ้วน

วันนี้อ้วนง่ายถ้าไม่ดูแลตัวเอง  ดังนั้นต้องรู้จักการคำนวณแคลอรี  รู้เคล็ดลับการกินอย่างฉลาด! หากไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ  และไม่ควบคุมอาหาร  ความอ้วนและโรคเรื้อรังต่างๆ  จะถามหาคุณในเร็ววัน!

ใน 1 วันควรได้รับพลังงานเท่าไหร่

          ถ้าต้องการรู้ว่าใน 1 วัน เราต้องการพลังงานกี่กิโลแคลอรี ให้คำนวณง่ายๆ ตามสูตรนี้

น้ำหนักตัวมาตรฐาน x 30 แล้วหารด้วย 3

ตัวอย่าง: คุณนายสมรสูง 160 เซนติเมตร

  • คำนวณหาน้ำหนักตัวมาตรฐาน (จากQ13)
[ (160 เซนติเมตร – 70) x 0.6 ]  = 54 กิโลกรัม

  • พลังงานที่ต้องการต่อวัน  คือ

54 กิโลกรัม x 30 กิโลแคลอรี = 1,620 กิโลแคลอรี

  • พลังงานที่ต้องการต่อมื้อคือ

1,620 กิโลแคลอรี / 3 = 540 กิโลแคลอรี

6 เคล็ดลับสกัดความอ้วน

  1. กินอาหารให้เป็นเวลา  นอกจากอาหารสามมื้อแล้ว  ไม่ควรกินจุบจิบ  อาหารเย็นควนกินไม่เกิน 6 โมงเย็น  ถ้าเลยเวลาสองทุ่มแล้วไม่ควรกินอาหารอีก
  2. ใช้มาตรฐานต่ำสาม สูงหนึ่ง  (เกลือต่ำ น้ำตาลต่ำ แคลลอรีต่ำ แต่ไฟเบอร์สูง) ควรเลือกกินอาหารที่ไม่เลี่ยน  ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์  กินผักและผลไม้ให้มากๆ  พยายามเลี่ยงอาหารแปรรูปและอาหารทอดทั้งหลาย
  3. อย่ากินเพราะความอยาก และควรกินแค่พออิ่ม  ไม่ต้องกินจนหมดเพราะเสียดายอาหารที่เหลือ
  4. ควรดื่มน้ำแกงก่อนกินข้าว  กินผักสดก่อนเนื้อสัตว์  จะช่วยลดปริมาณการกินอาหารได้
  5. เคี้ยวอาหารช้าๆ  อาหารหนึ่งคำควรเคี้ยวประมาณ 10 ครั้ง
  6. ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ  ไม่กินขนมหวาน  เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม  หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก

Tips

กินผลไม้แทนขนม  ดื่มนมเป็นเครื่องดื่ม

          เมื่อคุณคำนวณได้ค่าพลังงานที่ต้องการต่อมื้อของตัวเองว่ากี่แคลอรีแล้ว  เวลาจะเริ่มกิน  ควรดูฉลากอาหารซึ่งมักจะมีข้อมูลทางโภชนาการบอกปริมาณและร้อยละของปริมาณที่ควรได้รับในหนึ่งวัน  ถ้ามื้อนั้นๆ  ปริมาณแคลอรีเหลือให้คุณกินได้อีก  ก็จง “กินผลไม้แทนขนม ดื่มนมเป็นเครื่องดื่ม”  และอย่าลืมการออกกำลังกายด้วยเพื่อเผาผลาญพลังงานและร่างกายแข็งแรง

กินอะไรถึงไม่อ้วน

ถ้าอ้วนแล้วในช่วงวัยทอง  ควรกินอาหารจำพวกหน่อไม้  ถั่วงอก  ซึ่งช่วยปรับสมดุลร่ากายที่สะสมไขมันไว้ได้  นอกจากนี้  หัวไช้เท้าและหัวบุกก็ตอบโจทย์นี้ได้ดีเช่นกัน!

1. หน่อไม้ อุดมไปด้วยใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต  โปรตีน  และกรดอมิโนร่างกายผลิตเองไม่ได้  ซึ่งสามารถรักษาโรคความดันโลหิตสูง  แล้วยังมีส่วนช่วยในการย่อย บำรุงรักษากระเพาะอาหารและลำไส้ ขับปัสสาวะและลดอาการบวม

2. ถั่วงอก ให้พลังงานต่ำ มีใยอาหารสูง  นอกจากนี้ยังมีโปรตีน  เกลือแร่

และวิตตามิน  จึงอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ  อีกทั้งยังช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล  ทำให้ร่างกายสดชื่น  ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี

3. หัวไช้เท้า อุดมด้วยสารอาหารต่างๆ  เช่น  วิตามินเอ  วิตามินซี  แคลเซียม  ฟอสฟอรัส ฯลฯ  มีสรรพคุณช่วยย่อย  รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียนและท้องแห้ง  ช่วยล้างพิษ  ล้างผนังอาหารและกระเพาะลำไส้ ขับปัสสาวะ และบำรุงผิวพรรณ

4. มันเทศ มีใยอาหารสูง  จึงช่วยกระตุ้นบีบตัวของลำไส้และกระเพาะ ขับถ่ายสะดวก ลดอาการท้องผูก  และช่วยลดน้ำหนัก

5. ข้าวโอ๊ต  อุดมด้วยใยอาหาร  มีสรรพคุณช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้  ช่วยเรื่องการขับถ่าย  ลดอาการท้องผูก  ถ้าผสมข้าวโอ๊ต  แบบรีดแผ่นเป็นเครื่องดื่ม  ก็ไม่ควรเติมเกลือหรือน้ำตาล  จึงจะให้ผลดีในการลดความอ้วน

6. กล้วยหอม  อุดมด้วยใยอาหารชนิดละลายได้ในน้ำ  ซึ่งกากใยอาหารชนิดนี้  จะช่วยปรับสภาพของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ยับยั้งแบคทีเรียชนิดเหลว  และช่วยการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์  กล้วยหอมยังช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและลดความอยากอาหารด้วย

7. หัวบุก มีใยอาหารสูง  ไม่มีไขมันให้แคลอรีต่ำ  ช่วยลดน้ำหนัก  เพราะในหัวบุกมีสาระสำคัญที่เรียกว่า “กลูโคแมนแนน”  (glucomannan) ที่ร่างกายย่อยสลายไม่ได้ จึงถูกขับถ่ายออกมาเป็นกากอาหาร

8. แอปเปิ้ล  มีวิตมินและแร่ธาตุมากมาย  จึงช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้  เมื่อทำงานร่วมกับใยอาหาร  ไม่เพียงจะต่อต้านกับเชื้อแบคทีเรีย  ขับถ่ายสะดวก  ช่วยลดอาการท้องผูก  แต่ยังได้ผลค่อนข้างดีในการป้องกันความอ้วนในวัยทอง  เพราะช่วยลดคลอเลสเตอรอล  และลดความอยากอาหาร

Tips 

คลิปตัวอย่างสมุนไพรหัวบุก ( ขอบคุณคลิปจาก youtube )

รู้จัก “บุก”

          หัวบุกหรือคอนยากุในภาษาญี่ปุ่น  เป็นพืชล้มลุกคล้ายพืชตระกูลมันเป็นสมุนไพรลดความอ้วนได้  มีสารกลูโคแมนแนนทีช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว เพราะพองตัวได้นานถึงครึ่งชั่วโมง  และช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาลในร่างกาย

หัวบุกไม่ไห้พลังงาน  จึงมักจะถูกแปรรูปเป็นเส้นใยขุ่นคล้ายวุ้นเส้นหรือก้อนลูกเต๋าเล็กๆ  นำมาผสมกับเครื่องดื่ม  สกัด  และอาหารอื่นๆ  ทั้งคาวหวานได้

“วุ้นบุก”  ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ  ไม่ให้พลังงานแคลอรีแก่ร่างกายเนื่องจากไม่มีการย่อยสลายเป็นน้ำตาลให้ร่างกาย  และไม่มีวิตามิน  ไม่มีแร่ธาตุอาหารหรือสารอาหารใดๆ  ที่เป็นประโยชน์ให้ระบบการสร้างเซลล์

การบิโภควุ้นบุกก็มีข้อควรระวัง  เนื่องจากวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก  ไม่ต่ำกว่า 20 เท่าของเนื้อวุ้นแห้ง  ดังนั้นจึงไม่ควรบริโภควุ้นบุกภายหลังอาหาร  ควรบริโภคก่อนอาหารไม่น้อยกว่า 30 นาที แต่การบริโภคอาหารที่ผลิตจากวุ้นทั่วไป เช่น วุ้นเส้น วุ้นก้อนหรือแท่งนั้น  บริโภคเป็นมื้ออาหารได้  เพราะได้ผ่านกรรมวิธี  ซึ่งวุ้นได้ขยายตัวมาก่อนแล้ว  ก่อนที่จะพองตัวได้อีกนั้นจึงเป็นไปได้ยากมาก

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)