การรักษาด้วยฮอร์โมน

การรักษาด้วยฮอร์โมน (hormonal  therapy) คือการเสริมฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนที่ขาดหายไปหลังวัยหมดประจำเดือน หรือหลังจากผ่าตัดเอารังไข่ทั้งสองข้างออก  ซึ่งฮอร์โมนดั้งกล่าวมีทั้งฮอร์โมนเอสโทรเจนและฮอร์โมน LH (luteinizing hormone ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นให้ไข่ตก)

ผู้หญิงที่ยังมีมดลูกแต่หมดประจำเดือนแล้ว  ปัจจุบันใช้การรักษา 3 วิธี คือ

1.รักษาด้วยฮอร์โมนเอสโทรเจน 21 วัน และโพรเจสเทอโรน 10 วัน  แพทย์จะให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพสเจสเทอโรนเป็นรอบๆ โดยผู้เข้ารับการรักษาจะได้รับฮอร์โมนเอสโทรเจนตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 21 ของรอบการรักษา  และได้รับฮอร์โมนโพสเจสเทอโรนในช่วง 10 วันสุดท้าย  จากนั้นก็หยุดฮอร์โมนทั้งสองพร้อมกัน

2.รักษาด้วยฮอร์โมนเอสโทรเจนทุกวัน  และโพรเจสเทอโรน 12-14 วัน  แพทย์จะให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนทุกวันตลอดการรักษา  และให้ฮอร์โมนโพสเจสเทอ-โรน 12-14 วันต่อเดือน

3.รักษาด้วยฮอร์โมนอย่างต่อเนื่อง แพทย์จะให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพสเจสเทอโรนควบคู่กันทุกวัน

สำหรับผู้หญิงที่ตัดมดลูกออกแล้ว  จะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเอสโทรเจนทดแทนเพียงชนิดเดียว  ส่วนวิธีใช้ฮอร์โมนก็มีทั้งกิน  ใช้ครีมทาใช้เม็ดยาสอดช่องคลอด  หรือใช้แผ่นแปะผิวหนัง

หลักเกณฑ์การรักษาด้วยฮอร์โมน

1.หลังจากผ่านการตรวจวินิจฉัยของแพทย์  รวมทั้งทำความเข้าใจแล้ว  แพทย์จะให้การรักษาตามอาการของแต่ละบุคคล

2.ควรเริ่มใช้ยาจากปริมาณน้อยๆ  พร้อมทั้งรักษาปริมาณการใช้ยาต่ำที่สุด  รวมทั้งควบคุมระยะเวลาการใช้ยาให้สั้นที่สุดที่จะสามารถรักษาอาการให้ดีขึ้น

3.ช่วงกินยาฮอร์โมน  ควรกำหนดวันเวลาในการตรวจร่างกายและตรวจภายในทุกปี

คุณเข้าข่ายต้องรักษาด้วยฮอร์โมนหรือไม่

ผู้ที่สมควรจะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน ได้แก่

1.ผู้ที่มีอาการวัยทองรุนแรงถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

2.ผู้ที่ท่อปัสสาวะฝ่อและมีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์

3.ผู้ที่หมดประจำเดือนระยะแรก  แต่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนสูง

อาการข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนทดแทน

1.เลือดออกผิดปกติ  หลังจากหมดประจำเดือน  การรักษาด้วยฮอร์โมน  บางครั้งจะมีเลือดออกทางช่องคลอด  เนื่องจากฮอร์โมนทดแทนนั้นเข้าไปกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูก

2.เต้านมขยายใหญ่  ฮอร์โมน LH ทำให้เต้านมขยายใหญ่ได้

3.ร่างกายบวมน้ำ  ฮอร์โมน LH อาจทำให้มีอาการบวมน้ำก่อนมีประจำเดือน

เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ผู้ที่ไม่ได้ตัดมดลูกแต่ใช้ฮอร์โมนเอส- โทรเจนเพียงอย่างเดียวในการรักษา  จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสูง  ดังนั้นจึงควรได้รับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนทดแทนด้วย  เพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว  ลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม  การรักษาด้วยฮอร์โมนทั้งเอสโทรเจนละโพรเจสเทอโรนมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม  แต่ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนปีของการได้รับฮอร์โมนด้วย  ดังนั้นระหว่างการรักษา  จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายและตรวจแมมโมแกรมเป็นประจำ

ข้อควรระวังในการรักษาด้วยฮอร์โมน

1.ห้ามใช้เด็ดขาด

  • หญิงมีครรภ์
  • ผู้มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุและมีเนื้องอก
  • ผู้ป่วยโรคตับ
  • ผู้ที่เคยเป็นหรือเป็นมะเร็งเต้านม  มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • ผู้ที่เป็นโรคผนังหลอดเลือดดำอักเสบหรือลิ่มอุดตันหลอดเลือดดำ

2.ผู้ที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง

  • ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง  เป็นลมเนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตกและไขมันในเลือดสูงชนิดพันธุกรรม
  • ผู้ที่เป็นซีสหรือถุงน้ำเต้านม
  • ผู้ที่มีเนื้องอกในมดลูก  เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  หรือเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกเพิ่มทากขึ้น
  • ผู้ที่ปวดศีรษะไมแกรน
  • ผู้เป็นหลอดเลือดดำอักเสบชนิดเรื้อรัง
  • ผู้ป่าวเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี
  • ผู้หญิงสูบบุหรี่ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป
Tips

เมื่อเกิดผลข้างเคียง  จะทำอย่างไร

    เมื่อเริ่มฮอร์โมนทดแทนแล้วเกิดการเลือดออกบริเวณช่องคลอดเต้านมคัดตึง เจ็บ คลื่นไส้ อาเจียน เกิดอาการบวมน้ำ  ฯลฯ  จะต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที  และหาวิธีรักษาที่จะส่งผลข้างเคียงน้อยที่สุด  เนื่องจากแต่ละคนต่างก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกัน  แล้วคุณจะได้รู้อาการที่เกิดขึ้นเป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกายตัวเองหรือไม่

 

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)